Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - Fern751

Pages: [1] 2 3 ... 7
1


นางสาวสุวดี พันธุ์พานิช เลขานุการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) มีหนังสือลงวันที่ 4 ส.ค.2564 โดยใช้อำนาจมาตรา 58 (1) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ) ให้ผู้บริหารบริษัทฯ ชี้แจงข้อมูลและนำส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อสำนักงาน ก.ล.ต. และเปิดเผยคำชี้แจงดังกล่าวผ่านระบบสารสนเทศของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายใน 7 วันนับตั้งแต่วันที่ในหนังสือ

บริษัทฯ ขอชี้แจงว่า บริษัทฯ ได้รับหนังสือจาก สำนักงาน ก.ล.ต.แล้ว โดยจะดำเนินการชี้แจงโดยละเอียดตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด โดยขอให้ข้อมูลเบื้องดันได้ดังนี้

1. บริษัทฯ "ไม่ได้ให้ข้อมูลการทำสัญญาหรือจะทำสัญญาร่วมกับกระทรวงกลาโหม" ตามที่ได้ชี้แจงไปแล้ว ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ลงนามความร่วมมือกับองค์กรที่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐเพื่อร่วมกันนำเข้าวัคชีนจริง โดยจะเปิดเป็นเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้สำนักงาน ก.ล.ต.

ประกันโควิด เจอ จ่าย จบ! รับเลย 100,000 บาท

2. บริษัทฯ ไม่ได้ใช้เงินสด เงินกู้ หรือทรัพย์สินของบริษัทฯ ในการวางมัดจำหรือค่าปรับมัดจำวัคซีน

3. วัคชีนจำนวน 20 ล้านโดสที่ได้มีการเจรจากับผู้แทนจำหน่ายแล้วนั้น ยังไม่มีการลงนามสั่งซื้อจากหน่วยงานที่มีหน้าที่ตามระเบียบของรัฐ แต่บริษัทฯ ยังไม่ละทิ้งความพยายาม โดยจำนวนวัคชีน และระยะเวลาการนำเข้าวัคซีนไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

อนึ่ง ขอเรียนให้ท่านทราบว่า "แม้บริษัทฯ ไม่ใช่ผู้มีหน้าที่ในการดำเนินการสั่งซื้อวัดซีนโควิด 19 ตามกำหนดของรัฐ" แต่เป็นการ ทำหน้าที่ในฐานะเอกชนและพลเมือง ที่ไม่เพิกเฉยต่อสถานการณ์การระบาดของโรคที่มีในปัจจุบัน เพื่อช่วยให้วิกฤตนี้ผ่านพ้นไปโดยเร็ว

2


ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย(เอดีบี) ,บริษัทการเงินชั้นนำของโลกอย่างพรูเดนเชียล, ซิติ,เอชเอสบีซี และแบล็กร็อค เรียล แอสเสตต์ ร่างแผนการต่างๆเพื่อปิดโรงผลิตกระแสไฟฟ้าจากถ่านหินในหลายประเทศของเอเชียเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ ขณะที่หลายประเทศในอาเซียนที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลขณะนี้ก็เริ่มใช้น้ำมันน้อยลงและหันมาใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น

เว็บไซต์อัลจาซีราห์ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าววงใน 5 คนที่รู้เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ดี ระบุว่า บริษัทการเงินชั้นนำของโลกวางแผนการต่างๆเพื่อเร่งกระบวนการปิดโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากถ่านหินทั่วภูมิภาคเอเชียเพื่อลดแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ใหญ่ที่สุด

แผนการของกลุ่มบริษัทให้บริการทางการเงินที่ได้รับการสนับสนุนและขับเคลื่อนโดยเอดีบี เสนอรูปแบบการทำงานที่มีศักยภาพและการหารือแต่เนิ่นๆกับรัฐบาลของทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียน ตลอดจนธนาคารของประเทศต่างๆที่ต่างก็ให้การสนับสนุนแผนการนี้ กลุ่มฯมีแผนที่จะสร้างหุ้นส่วนที่เป็นการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อซื้อโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าใช้พลังงานจากฟอสซิลภายใน15ปี ซึ่งเร็วกว่าอายุขัยโดยเฉลี่ยของโรงงานเหล่านี้ ทำให้พนักงานมีเวลาที่จะเกษียณหรือหางานใหม่ทำและเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆปรับเปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และตั้งเป้าที่จะมีโมเดลที่พร้อมสำหรับการประชุมสภาพอากาศ COP 26 ที่จัดขึ้นในเมืองกลาสโกว์ประเทศสก็อตแลนด์ในเดือนพ.ย.นี้

“ภาคเอกชนมีแนวคิดที่ดีเยี่ยมหลายแนวคิดเกี่ยวกับการแก้ปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนและเราจะทำหน้าที่ประสานงานเพื่ออุดช่องว่างระหว่างภาคเอกชนและตัวแทนของภาครัฐ”อาห์เหม็ด เอ็ม ซาอิด รองประธานเอดีบี กล่าว

ข้อริเริ่มในเรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงที่บรรดาธนาคารเพื่อการพัฒนาแลพธนาคารพาณิชย์กำลังถูกกดดันอย่างหนักจากบรรดาผู้ถือหุ้นรายใหญ่ให้ถอนตัวจากการสนับสนุนทางการเงินแก่บรรดาโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานรูปแบบเก่าเพื่อให้การผลักดันลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ดำเนินไปตามเป้าที่หลายประเทศวางไว้


ซาอิด กล่าวด้วยว่า การซื้อโรงไฟฟ้าแห่งแรกภายใต้โครงการนี้น่าจะเริ่มได้เร็วที่สุดปีหน้่า โดยโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากฟอสซิลมีสัดส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั่วทั้งโลก ถือเป็นตัวการสร้างมลภาวะรายใหญ่สุด

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ(ไออีเอ)คาดการณ์ว่า ความต้องการถ่านหินทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 4.5% ในปี 2564 โดยภูมิภาคเอเชียมีสัดส่วนการใช้พลังงานชนิดนี้เพิ่มขึ้นมากถึง 80%

ขณะที่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(ไอพีซีซี)เรียกร้องให้โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าที่ใช้พลังงานถ่านหินลดการใช้ถ่านหินลงจาก 38% เหลือ 9%ของการผลิตพลังงานทั่วโลก ภายในปี 2573 และเหลือ 0.6% ภายในปี 2593

ด้านชาติสมาชิกอาเซียนที่พึ่งพาเชื้อเพลิงจากฟอสซิล เริ่มลดการใช้น้ำมัน พลังงานจากถ่านหิน หรือแหล่งพลังงานที่สร้างมลภาวะแก่บรรยากาศ ด้วยความหวังว่าจะช่วยลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและเพื่อผลักดันให้ประเทศมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ในปริมาณน้อยที่สุด โดยรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าของรัฐบาลอินโดนีเซีย ให้คำมั่นว่าจะเลิกใช้พลังงานจากถ่านหินภายใน 40ปี

ปรูซาฮาน ลิสตริก เนการา ของอินโดนีเซีย ให้สัญญาว่าจะเลิกสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้ที่ใช้ถ่านหินเพิ่มและมีแผนที่จะเปลี่ยนโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าที่ใช้พลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ในช่วงปี 2568 และ2603 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเรื่องท้าทายอย่างมากเนื่องจากเชื้อเพลิงจากฟอสซิลยังคงมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคนี้ในยุคที่ทุกครัวเรือและทุกภาคอุตสาหกรรมต่างก็ต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น

กระทรวงพลังงานและทรัพยากรเหมืองของอินโดนีเซีย ระบุว่า ประเทศผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานถ่านหินในสัดส่วนสูงถึง 48% เพราะฉะนั้น อุตสาหกรรมถ่านหินยังคงเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย และถ่านหินอาจจะเป็นตัวแปรสำคัญทำให้อินโดนีเซียไม่สามารถให้คำมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ให้เป็นศูนย์เปอร์เซนต์ได้เหมือนประเทศอื่นๆ

สำหรับในประเทศไทย รัฐบาลตั้งเป้าว่าภายในปี 2573 จะผลิตยานยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 30% ของปริมาณการผลิตรถยนต์ 2.5 ล้านคัน และปี 2583 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าจะมากกว่ารถยนต์แบบเดิม เช่นเดียวกับสถานีบริการน้ำมันจะหันไปสู่ธุรกิจให้บริการแท่นชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแทน

ขณะที่ค่ายรถยนต์ทุกแห่งต่างหันเข้าสู่สนามการผลิตใหม่กันถ้วนหน้า เห็นได้จากการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEV) รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) โดยค่ายรถยนต์ทั้ง นิสสัน โตโยต้า มาสด้า ฮอนด้า มิตซูบิชิ ออดี้ เอ็มจี เมอร์เซเดส-เบนซ์ บีเอ็มดับเบิลยู ที่เห็นแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ชนิดนี้

ส่วนในเวียดนาม กระทรวงอุตสาหกรรม กำลังพิจารณาให้แรงจูงใจด้านภาษีสำหรับผู้ต้องการซื้อรถไฟฟ้า และกลุ่มบริษัทชั้นนำของเวียดนามอย่าง วินกรุ๊ป กำลังเดินสายการผลิตรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าทั้งคัน พร้อมทั้งวางแผนจำหน่ายในเดือนพ.ย.ที่จะถึงนี้

ขณะที่การสนับสนุนจากนานาชาติก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านนี้ดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนมิ.ย. ญี่ปุ่นจัดสรรเงิน 10,000 ล้านดอลลาร์ให้แก่อาเซียนเพื่อเป็นทุนใช้ในโครงการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์

3


แม้ความท้าทายในแวดวงสาธารณสุข จะเกิดขึ้นมายาวนานก่อนไวรัสโควิด-19 เห็นจากแนวโน้มด้านประชากรศาสตร์ เช่น โครงสร้างสังคมผู้สูงอายุทั่วโลก การเพิ่มขึ้นอย่างมากของโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคอ้วน และเบาหวาน การขาดแคลนบุคลากรด้านสาธารณสุข 

องค์กรอนามัยโลก คาดการณ์ว่า โลกจะขาดแคลนบุคลากรด้านสาธารณสุขราว 13 ล้านคนภายในปี 2035 หรือค่าเวชภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ความมั่นคงด้านการเงินของระบบสาธารณสุขเป็นเรื่องที่น่ากังวลเช่นเดียวกัน

“นครินทร์ เทียนประทีป” ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ยิบอินซอย จำกัด กล่าวในประเด็นนี้ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกกลายเป็น disruption อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ส่งผลให้ระบบบริการด้านสาธารณสุขทั่วโลกถูกทดสอบอย่างหนัก และโครงสร้างสังคมผู้สูงอายุทั่วโลกที่รวมถึงประเทศไทยที่ก้าวสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์แล้วในปี 2564 นี้ 

การเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีเข้าสู่ยุคดิจิทัล เช่น ระบบระเบียนสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ (EHR) การจัดการกับข้อมูลที่เพิ่มขึ้นมหาศาลด้วย “เอไอ” หรือ “แมชชีน เลิร์นนิ่ง” เพื่อส่งมอบบริการที่ดีขึ้นให้คนไข้ หรือเพื่อประโยชน์ด้านวิจัยของวงการการแพทย์ จึงมีบทบาทสำคัญ ช่วยยกระดับขีดความสามารถบริการด้านสาธารณสุข ที่ก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างมหาศาลอีกต่อไป 

เพียงใช้เทคโนโลยีทุกอย่างภายใต้การบริการ หรือ Everything-as-a-service จะทำให้ประสบการณ์ของผู้ใช้บริการด้านสาธารณสุขเป็นไปอย่างราบรื่น

ระบบ EHR ตัวแปรเปลี่ยนผ่าน

ระบบระเบียนสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EHR (The Electronic Health Record) หนึ่งตัวแปรสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีของวงการสาธารณสุขเข้าสู่โลกของดิจิทัล เริ่มจากเก็บข้อมูลสุขภาพผู้ป่วย ข้อมูลตรวจวินิจฉัย และผลลัพธ์อื่นผ่านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค อุปกรณ์ในห้องตรวจวินิจฉัยโรค หรืออุปกรณ์อื่นขึ้นสู่ระบบดิจิทัล เพื่อแพทย์และพยาบาลสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของผู้เข้ารับการรักษาแค่เพียงปลายนิ้ว

ระบบ EHR รุ่นใหม่ ไม่ใช่แค่ปรับปรุงบริการด้านคลินิค การดำเนินงาน แต่ยังรวมถึงการส่งมอบประสบการณ์การสื่อสารที่ดีขึ้นระหว่างพยาบาล ผู้ป่วยคู่กับการปกป้องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยข้อมูลขั้นสูง 

ยิ่งกว่านั้น ยังมีส่วนสำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจาก การจ่ายเงินแลกบริการ (fee-for-service) เป็น ดูแลแบบเน้นคุณค่า (value-based care) เพื่อเชื่อมกระบวนการเบิกค่ารักษาพยาบาลที่สะดวกรวดเร็ว พัฒนาขีดความสามารถระบบ workflow ใช้ข้อมูลเพื่อให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มการตัดสินใจที่แม่นยำในการดูแลรักษาผู้ป่วยให้ได้รับความพึงพอใจสูงสุด

แพลตฟอร์ม EHR มุ่งเน้นโครงสร้างจัดการแบบยืดหยุ่น ขยายผลสู่การให้บริการการสาธารณสุขทางไกล ที่มีการผลักดันอย่างมากก่อนการระบาดของโควิด-19 ต่างเห็นตรงกันว่า เป็นแพลตฟอร์มสำคัญต่อการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยแบบยั่งยืน ทำงานผ่านแอพพลิเคชั่น ที่ประกอบด้วย รูปแบบบริการตนเองและเฝ้าติดตามสุขภาพแบบอัตโนมัติ การควบคุมเข้าถึงหรือเคลื่อนย้ายข้อมูลด้าน EHR ผ่านช่องทางหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้อย่างปลอดภัย พร้อมการตอบรับความต้องการของผู้ป่วยด้านความสะดวกรวดเร็วในการเข้าถึงบริการได้สมบูรณ์ในแพลตฟอร์มเดียว

ตอบโจทย์ข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น

เดิมการใช้คลาวด์สาธารณะน่าจะเป็นคำตอบสำหรับระบบจัดการข้อมูลด้านสาธารณสุขที่เต็มไปด้วย ด้วยปริมาณข้อมูลที่เติบโตชนิดคาดการณ์ไม่ได้ รวมถึงความซับซ้อนและหลากหลายของข้อมูล เช่น จากแผนกรังสีวิทยา แผนกโรคหัวใจ ภาพนิ่งจากศูนย์รักษาแผล (Wound Care Center) วิดีโอจากการศึกษาเรื่องการนอน การเดิน, ศัลยกรรม และอีกมากมาย แต่เรื่องความปลอดภัยของข้อมูล และข้อบังคับเรื่องความเป็นส่วนตัวในแต่ละประเทศ (jurisdictions) อาจทำให้การใช้คลาวด์สาธารณะเป็นเรื่องยุ่งยาก ยิ่งกว่านั้น อาจจะยิ่งผลักดันต้นทุนการเข้าถึงข้อมูลบนคลาวด์สาธารณะสูงตามไปอีกด้วย

ดังนั้น การสร้างระบบจัดเก็บข้อมูลที่ปลอดภัยในองค์กร (on-premises storage) ซึ่งทางเทคนิคอาจหมายถึงการจัดเก็บในดาต้าเซ็นเตอร์ขององค์กรเอง หรือจากการใช้บริการ co-location จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้ดีกว่า ซึ่งการจัดหาอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (storage) สามารถทำได้หลายระดับขึ้นอยู่กับความต้องการในการเข้าถึงข้อมูล หรือจากวิกฤตของความต้องการใช้งาน HPE Nimble Storage Adaptive Flash Arrays เป็นทางเลือกเริ่มต้นที่เข้มแข็ง เหมาะกับทั้งการทำงานในระดับ primary และ secondary และยิ่งร่วมกับความสามารถในการวิเคราะห์จาก HPE InfoSight แล้ว ก็จะยิ่งทำให้การคาดการณ์และป้องกันปัญหาทั้งระบบของการจัดเก็บข้อมูลเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น ยิ่งกว่านั้น ความสามารถอื่นเช่น intelligent deduplication ก็ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บในระดับที่หาตัวจับยาก และช่วยให้ใช้การจัดเก็บข้อมูลได้อย่างเต็มความจุ

นอกจากนี้ ยังมีตัวแปรสำคัญอื่นที่ท้าทายต่อการลงทุน คือ ระยะเวลาที่ยาวนานของการจัดสรรงบประมาณและกระบวนการจัดซื้อ ทางออกปัญหาด้านงบประมาณ คือ การจ่ายค่าบริการตามการใช้งานจริง ซึ่งเริ่มถูกนำมาใช้มากขึ้นเพื่อตอบโจทย์องค์กรในการก้าวข้ามผ่านความท้าทายเหล่านี้ หลีกเลี่ยงการลงทุนด้วยเงินก้อนใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้น ขณะเดียวกัน ยังได้ความคล่องตัวสร้างนวัตกรรมด้านดิจิทัล ด้วยค่าใช้จ่ายด้านไอทีที่น้อยลงเท่ากับปริมาณที่ใช้งานจริงเท่านั้น

ยิบอินซอย ยกตัวอย่างถึง ผลศึกษาฟอร์เรสเตอร์ระบุถึงการนำ HPE Green Lake บริการด้านฮาร์ดแวร์ โซลูชั่น และควบคุมค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือนในรูปแบบของคลาวด์ตามการใช้งานจริง ไปปรับใช้ในองค์กรสาธารณสุข พบว่า มีผลตอบแทนการลงทุนเพิ่มขึ้น 163% ประหยัดเวลาพัฒนาบริการสาธารณสุขเพื่อส่งต่อให้ลูกค้า คิดเป็นตัวเงินได้สูงถึง 2.5 ล้านดอลลาร์ 

ทั้งนี้ HPE GreenLake เป็นวิธีการให้บริการแบบ Everything-As-a-Service ช่วยให้ธุรกิจ และองค์กรทั่วโลกนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เสริมประสิทธิภาพดำเนินงานได้รวดเร็ว ง่าย และหลากหลาย ส่งต่อประสบการณ์ทำงานแบบคลาวด์ให้เกิดขึ้นได้ในองค์กร บริการดูแลจัดการชนิดเต็มรูปแบบ คิดค่าบริการตามการใช้งานจริง

 

4


โบรกฯ มองแนวโน้มดัชนีเช้านี้ลุ้นรีบาวนด์ทะลุด่าน 1,550 เล็งกำไร บจ.ขับเคลื่อน ขณะที่สถานการณ์โควิด-19 ยังหนัก ส่วนเงินบาทยังอ่อนค่า

นายถนอมศักดิ์ สหรัตน์ชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บล.กรุงไทย ซีมิโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้มีโอกาสรีบาวนด์ต่อทดสอบแนว 1,550 จุด แต่หากยังไม่ผ่านอาจเผชิญกับแรงขายทำกำไรสลับออกมา โดยมีกำไรของบริษัทจดทะเบียนเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ท่ามกลางแรงกดดันจากโควิด-19 ยังหนักวันนี้จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งทะลุ 20,000 รายทำนิวไฮ ขณะที่เงินบาทยังอ่อนค่า

ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบ เพราะยังเผชิญกับโควิด-19 ที่ยังระบาดหนักเช่นกัน ทำให้เชื่อว่าเม็ดเงินลงทุนคงจะยังอยู่ทางฝั่งสหรัฐฯ และยุโรป

ทิศทางตลาดบ้านเราคงจะแกว่งแคบจนกว่าจะมีสัญญาณชัดเจน คาดว่านักลงทุนจะเลือกลงทุนเฉพาะตัว เน้นกลุ่มกำไรดี อย่างกลุ่มส่งออก ขนส่ง เดินเรือ ซึ่งได้รับประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่าด้วย

วันนี้ยังต้องติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) การทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการของสหรัฐฯ ตลาดเชื่อว่าจะออกมาลดลง

พร้อมให้แนวรับ 1,530 จุด ส่วนแนวต้าน 1,550-1,560 จุด

5


นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.2564 นี้เป็นต้นไป ผู้ฝากเงินในสถาบันการเงินภายใต้กฎหมายคุ้มครองเงินฝาก จะได้รับความคุ้มครองเงินฝากตามกฎหมายคุ้มครองเงินฝาก ในวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท ต่อ 1 รายผู้ฝาก ต่อสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นวงเงินที่กำหนดตามกฎหมาย จากปัจจุบันวงเงินคุ้มครองเงินฝากอยู่ที่ 5 ล้านบาทจนถึงวันที่ 10 ส.ค.

ทั้งนี้ วงเงินคุ้มครองที่ 1 ล้านบาท มีผู้ฝากที่ได้รับความคุ้มครองเงินฝากเต็มจำนวน 82.07 ล้านราย คิดเป็น 98.03% ของผู้ฝากทั้งระบบ ซึ่งถือเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

สำหรับข้อมูลเงินฝาก ณ วันที่ 31 พ.ค.2564 ผู้ฝากในระบบสถาบันการเงินภายใต้ความคุ้มครองของสถาบันมีจำนวนทั้งหมด 83.72 ล้านราย เมื่อเปรียบเทียบกับสิ้นปีก่อน พบว่าจำนวนผู้ฝากเพิ่มขึ้น 1,337,334 ราย หรือเพิ่มขึ้น 1.62% โดยจำนวนผู้ฝากที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นผู้ฝากรายย่อยซึ่งมีเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท คิดเป็น 97% ของจำนวนผู้ฝากที่เพิ่มขึ้น และเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครองมีจำนวนทั้งสิ้น 15.28 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 347,940 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.33% จากสิ้นปีก่อน

สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) หรือ DPA มีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองเงินฝากแก่ผู้ฝากทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติที่ฝากเงินเป็นสกุลเงินบาทกับสถาบันการเงินของไทยภายใต้กฎหมายคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งประกอบด้วย ธนาคารพาณิชย์ไทย 18 แห่ง สาขาธนาคารต่างประเทศ 12 แห่ง บริษัทเงินทุน 2 แห่ง และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ 3 แห่ง รวมทั้งสิ้น 35 แห่ง

ซึ่งจะคุ้มครองทันทีในลักษณะ 1 รายชื่อผู้ฝากต่อ 1 สถาบันการเงิน โดยคุ้มครองบัญชีเงินฝาก 5 ประเภท ได้แก่ 1.เงินฝากกระแสรายวัน 2.เงินฝากออมทรัพย์ 3.เงินฝากประจำ 4.บัตรเงินฝาก และ 5.ใบรับฝากเงิน โดยบัญชีเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครองต้องเป็นสกุลเงินบาทเท่านั้น ทั้งนี้ หากสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองเงินฝากถูกเพิกถอนใบอนุญาต ผู้ฝากจะได้รับเงินฝากคืนภายใน 30 วัน ตามวงเงินที่กฎหมายกำหนด

ท่านสามารถตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการคุ้มครองเงินฝากได้ที่ www.dpa.or.th, ศูนย์บริการข้อมูลคุ้มครองเงินฝาก โทร 1158 หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจสถาบันคุ้มครองเงินฝาก DPA

6


เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 64 นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ระลอกใหม่ ประกอบกับการมีข้อกำหนดในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 27) ขอความร่วมมือให้ประชาชนชะลอหรือหลีกเลี่ยงการเดินทางข้ามจังหวัดโดยไม่มีเหตุจำเป็น

การรถไฟฯ จึงออกแนวทางปฏิบัติเพื่อการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 และช่วยเหลือประชาชนที่ต้องการยกเลิกการเดินทางตามนโยบายของภาครัฐ โดยเริ่มตั้งแต่บัดนี้ - 31 ส.ค.2564 ดังต่อไปนี้

- ให้ผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วโดยสาร (รายบุคคล หมู่คณะ) ตั๋วสำหรับเช่าขบวนรถพิเศษโดยสาร และเช่ารถโดยสารไว้ล่วงหน้า หากไม่มั่นใจในการเดินทางในช่วงดังกล่าวสามารถติดต่อขอคืนเงินค่าตั๋วก่อนวันเดินทางไม่น้อยกว่า 1 วัน โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมการคืนเงิน (คืนเต็มราคา) เป็นกรณีพิเศษ


- กรณีจังหวัดของสถานีต้นทางหรือปลายทางตามตั๋วของผู้โดยสาร ได้ประกาศมาตรการเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด อนุญาตให้คืนเงินค่าตั๋วก่อนขบวนรถออกไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมการคืนเงิน (คืนเต็มราคา) เป็นกรณีพิเศษ

- กรณีมีการจองซื้อตั๋วทางอินเตอร์เน็ต หากผู้โดยสารไม่ประสงค์เดินทางและไม่สะดวกในการคืนเงินค่าตั๋วผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ให้อนุญาตคืนเงินค่าตั๋วก่อนขบวนรถออกไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง โดยยื่นคำร้องขอคืนเงินได้ที่สถานี

ทั้งนี้ นายนิรุฒ กล่าวว่า การรถไฟฯ ยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ เพิ่มความถี่ในการดูแลทำความสะอาดภายในขบวนรถโดยสารทุกขบวน และทุกสถานีอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงให้เพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบคัดกรองพนักงานรถไฟ ผู้ใช้บริการรถไฟ รวมทั้งผู้ประกอบการ ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าทุกคน และตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนและหลังการปฏิบัติงานหรือใช้บริการอย่างเคร่งครัด

7


ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า จากจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ที่พุ่งสูงสู่หลักหมื่นคนต่อวัน ทำให้มีการขยายโรงพยาบาลสนามเพื่อรองรับผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อในหลายพื้นที่ และถึงแม้ว่าขณะนี้จะมีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามขึ้นมาหลายแห่ง แต่อุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงเตียงสนามยังไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ติดเชื้อ ส่งผลให้ไม่สามารถรองรับการรักษาได้อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือภาคสาธารณสุข บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จึงได้ร่วมกับกองทัพอากาศ บริษัท ปัญจพลไฟเบอร์ คอนเทนเนอร์ จำกัด บริษัท สถานีการพิมพ์ จำกัด มูลนิธิ SCG บริษัท ซี.พี.ดี.  ชีทบอร์ด จำกัด สนับสนุนการจัดส่งเตียงสนามรวมจำนวน 3,000 เตียง ภายใต้แคมเปญ “ส่งความห่วงใย ส่งให้ สู้ภัย COVID-19” ไปยังสถานพยาบาลและโรงพยาบาลสนามที่ขาดแคลนเตียงในการรองรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ COVID-19 ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้อย่างทันท่วงที

“เนื่องด้วยสถานการณ์การระบาดของเชื้อ COVID-19 ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ทำให้มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ทั้งที่เป็นผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว รวมถึงกลุ่มผู้ป่วยในระยะที่ต้องได้รับการรักษาจากทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยในการจัดส่งเตียงสนามของไปรษณีย์ไทยในครั้งนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้โรงพยาบาลสนามที่จัดตั้งขึ้นใหม่มีความพร้อมในการรองรับผู้ป่วยที่ยังคงเพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่อง และสามารถใช้ได้ในอนาคตในกรณีที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลายได้ในระยะต่อไป”

ในช่วงที่ทุกภาคส่วนต่างพยายามต่อสู้กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ไปรษณีย์ไทยเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ไม่เคยนิ่งนอนใจกับวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้ใช้ความเชี่ยวชาญในด้านการขนส่งและการเข้าถึงทุกพื้นที่ประสานความร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเพื่อเร่งส่งความช่วยเหลือสู่กลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของอุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องอุปโภคบริโภค ตลอดจนเตียงสนามที่ใช้ในการรองรับผู้ป่วย

อย่างไรก็ดี ในส่วนของการจัดส่งเตียงสนามนั้น ไปรษณีย์ไทยได้มีการส่งมอบให้โรงพยาบาลสนามในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศแล้วมากกว่า 3,000 เตียง และจะยังคงเดินหน้าสนับสนุนการขนส่งโดยไม่มีค่าใช้จ่ายไปจนกว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย เพื่อให้ภาคสาธารณสุขและคนไทยก้าวข้ามผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

8



ผลการศึกษาระยะยาวโดยคณะนักวิทยาศาสตร์อิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน ร่วมกับบริษัทวิจัยตลาดอิปซอส เอ็มโออาร์ไอ ศึกษาการสว็อบ 98,233 ครั้งระหว่างวันที่ 24 มิ.ย.-12 ก.ค. พบว่า 160 ติดโควิด ด้วยอัตราความชุกที่ 1.21% สำหรับคนที่ไม่ฉีดวัคซีน และ 0.40% สำหรับคนที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว

ผลการศึกษายังพบด้วยว่า คนที่ฉีดวัคซีนแล้วอาจส่งต่อไวไรัสไปให้คนอื่นน้อยกว่าคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนถึงสองเท่า


อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่และนักวิทยาศาสตร์ในอังกฤษขอให้ประชาชนระมัดระวัง หลังรัฐบาลยกเลิกข้อจำกัดคุมโควิดทั้งหมดในอังกฤษเมื่อวันที่ 19 ก.ค. รวมถึงยกเลิกกฎหมายบังคับสวมหน้ากากในอาคารบางแห่ง

ขณะที่เอกสารรัฐบาลสหรัฐที่หลุดออกมาเมื่อสัปดาห์ก่อน เตือนว่า การติดเชื้อในหมู่ผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วไม่ได้เกิดขึ้นยากเหมือนเมื่อก่อน และเป็นการติดเชื้อที่ติดต่อกันได้ง่าย

นายพอล เอลเลียต อาจารย์วิทยาลัยสาธารณสุขของอิมพิเรียลและผู้อำนวยการโครงการสำรวจครั้งนี้กล่าวว่า ข้อค้นพบที่ได้ยืนยันข้อมูลก่อนหน้าที่ระบุว่า วัคซีนสองโดสให้ปกป้องการติดเชื้อได้ดี แต่ยังมีความเสี่ยงอยู่เพราะไม่มีวัคซีนตัวใดปกป้องได้ 100%

ทั้งนี้ ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันจากกระทรวงสาธารณสุขลดลงนับตั้งแต่รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการควบคุม ขณะที่ผลการสำรวจจากประชาชนชี้ว่า การติดเชื้ออาจเพิ่มขึ้นแต่ในอัตราช้าลง

เทรนด์นี้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ ที่คาดว่าการติดเชื้อใหม่ต้องพุ่งขึ้น การศึกษาของอิมพิเรียล-อิปซอสที่เก็บข้อมูลจนถึงวันที่ 12 ก.ค. พบว่า ช่วงนั้นผู้ติดเชื้อค่อยๆ เพิ่มขึ้นกว่าเดือนก่อนหน้า

9


นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ขั้นตอน (Flow Chart) การพิจารณาคำเสนอขายไฟฟ้าด้านราคาโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) ตามระเบียบ กกพ.ว่าด้วยการจัดหาไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) พ.ศ.2564 โดยขั้นตอนที่ 1 จะเป็นการเปิดซองคำเสนอขายไฟฟ้าด้านราคา และตรวจสอบความถุกต้องของเอกสาร สำหรับผู้ที่ยื่นขอเสนอขายไฟฟ้าที่ผ่านการพิจารณาด้านเทคนิค ขั้นตอนที่ 2 เรียงลำดับส่วนลดราคา FiTF จากมากไปหาน้อย โดยกรณีที่ผู้ยื่นคำเสนอขอขายไฟฟ้าให้ราคาส่วนลดเท่ากันจะเรียงการลำดับการยื่นข้อเสนอ

ส่วนขั้นตอนที่ 3การพิจารณาศักยภาพของระบบไฟฟ้า เป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้า ทีละรายตามลำดับส่วนลดราคา โดยไม่ยกเชื้อเพลิง ซึ่งในขั้นตอนนี้จะเป็นการพิจารณาทั้ง Feeder หลัก และ Feeder ทางเลือก ตามที่ระบุในคำขอเสนอขายไฟฟ้า ขณะที่การพิจารณาศักยภาพระบบไฟฟ้านั้น จะพิจารณาสายป้อน (Feeder) หลักและสายป้อนทางเลือก ศักยภาพหม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer) ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และศักยภาพ Grid Capacity ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่เชื่อมต่อกับ Feeder นั้นๆ

โดยเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของแต่ละเชื้อเพลิง จะพิจารณาตามเป้าหมายของการรับซื้อไฟฟ้าของโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน เพื่อเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งกำหนดเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล 75 เมกะวัตต์ และเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ 75 เมกะวัตต์ โดยในขั้นตอนนี้จะพิจารณาตามปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายที่ระบุในคำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านราคา และปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายที่ยอมปรับลดของผู้ยื่นคำเสนอขอขายไฟฟ้าแต่ละรายด้วย

ขณะที่ขั้นตอนที่ 4 จะเป็นการพิจารณาเลือก Feeder หลัก หรือ Feeder ทางเลือกที่ผ่านการคัดเลือกตามปริมาณพลังไฟฟ้าที่เสนอขายสูงสุดที่ผ่านการคัดเลือกของแต่ละ Feeder โดยภายหลังจากการพิจารณา Feeder ดังกล่าวแล้วจะต้องนำปริมาณพลังไฟฟ้าที่ผ่านการคัดเลือกไปหักลบข้อมูลศักยภาพของระบบไฟฟ้า และปริมาณเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนคงเหลือของแต่ละเชื้อเพลิง เพื่อนำไปใช้ในการพิจารณาในลำดับถัดไป

ทั้งนี้ผู้ที่ผ่านการพิจารณาด้านเทคนิคหรือผู้ที่สนใจสามารถเข้าดูแนวทางการพิจารณาคำเสนอขายไฟฟ้าด้านราคา รวมถึงตัวอย่างการพิจารณาคำเสนอขายไฟฟ้าด้านราคา ผ่านคลิปวีดีโอ ในช่องทางยูทูป (OERC Thai) https://youtu.be/NWNgAIMuv44 หรือรับชมในช่องทางเว็บไซต์ของสำนักงาน กกพ. (www.erc.or.th) และช่องทางโซเชียลมีเดีย ได้แก่ เฟซบุ๊คเพจ (Facebook Page : สำนักงาน กกพ.) และทวิตเตอร์ (Twiter : ERC Thailand)

สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติและคำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิคฯ จำนวน 151 ราย และได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา หรือภายในวันที่ 23 ก.ค.64 คณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะพิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน โดยผลการพิจารณาอุทธรณ์จะถูกนำเสนอคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานภายในวันที่ 25 ส.ค.64 ก่อนที่จะประกาศผู้ที่ผ่านการอุทธรณ์ต่อไป โดยผู้ที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาด้านราคาจะเป็นผู้ที่มีรายชื่อตามประกาศการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและผู้ที่ผ่านการพิจารณาอุทธรณ์เท่านั้น

10


เรียกได้ว่ายังเป็นกระแสอยู่พอสมควรสำหรับกีฬาสุดฮิตอย่าง Surfskate อาจด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ทั้งความสนุก ท้าทาย เล่นง่ายกว่าสเก็ตบอร์ดชนิดอื่น และแน่นอนว่าความสวยงามและเสน่ห์ของอุปกรณ์ “Surfskate” ที่หลากหลาย ก็เป็นอีกปัจจัยให้กีฬานี้ยังเรียกความสนใจจากนักไถหน้าใหม่ได้เสมอ

ในความแฟชั่นของ “Surfskate” กำลังผสมผสานกับความยั่งยืน อันเกิดจากไอเดียต่อยอดมาจาก Earth Day การรวมตัวกันระหว่าง Surfskate, การอนุรักษ์ และความคิดสร้างสรรค์ กลายเป็นโครงการ Waste Surfer โปรเจคแปลงร่างขยะให้กลายเป็น “เซิร์ฟสเก็ต”



Surfskate จาก Waste สู่ Wave
จากไอเดียเก๋ๆ ของ ‘เจน’ กัลยา โกวิทวิสิทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง FabCafe Bangkok ที่อยากลองนำขยะและวัสดุเหลือใช้มาใส่ไอเดียให้เป็นแผ่น “Surfskate” เพื่อสร้างมูลค่าและอาจเป็นโอกาสเติบโตของผู้ผลิต “เซิร์ฟสเก็ต” ในไทย

เธอจึงเปิดรับขยะและวัสดุเหลือใช้หลายชนิดเพื่อทดลองผลิตเป็นแผ่น “Surfskate” หรือที่เรียกกันว่า Deck ทว่าการนำขยะมาใช้คือความท้าทาย จึงเปรียบเสมือนการทำวิจัยร่วมกันระหว่าง FabCafe Bangkok และผู้ร่วมโครงการ

“เราคัดเลือกในทีแรกได้วัสดุมาประมาณ 10 ชนิด และคนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนหนึ่งก็มีหลายวัสดุ ตอนนี้เลยมีประมาณ 20 วัสดุได้ เราก็ทำงานกับ Material Connexion Bangkok ของ TCDC (Thailand Creative Design Center) เขาเป็นคนมาดูว่าวัสดุไหนน่าสนใจ เสร็จแล้วคนที่ได้รับคัดเลือก ก็จะมาแข่ง Hackthon มี ผศ.ดร. ประสิทธิ์ พัฒนะนุวัฒน์ จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาให้ความรู้เกี่ยวกับการขึ้นรูปแบบ Cold Press เป็นแม่พิมพ์แบบเย็น แล้วบีบอัดขึ้นมา

พอเรียนเสร็จ ทุกคนก็จะต้องทำชิ้นทดลองขึ้นมา เพราะถ้าไม่เวิร์คก็จะกลายเป็นแค่ขยะชิ้นเล็กพอ ถ้าลงมือทำชิ้นใหญ่แล้วพลาดก็จะกลายเป็นขยะที่เยอะมาก เมื่อผ่านด่านนี้แล้วเขาถึงจะไปทำเป็นแผ่นใหญ่ และให้คนที่เล่นเซิร์ฟสเก็ตมาทดสอบ โดยดูเรื่องการผลิต, ความแข็งแรง, ความยืดหยุ่น และเรื่องน้ำหนัก เพราะบางอันหนักมาก”

กระดานไถเท่ๆ จากวัสดุเก๋ไก๋
หากนับระยะเวลาที่ “Surfskate” เติบโตในประเทศไทย ก็ไม่น้อยกว่า 2 ปีแล้ว “เซิร์ฟสเก็ต” จึงไม่นับว่าเป็นของใหม่นัก แต่ความแปลกใหม่ของ “Surfskate” ในโปรเจค “Waste Surfer” คือวัสดุต่างๆ ที่หลายอย่างแทบจะนึกไม่ถึงว่าจะทำเป็นแผ่นสเก็ตได้

เจนยกตัวอย่างวัสดุที่กำลังได้รับการพัฒนา ได้แก่ เสื่อกก, ใยบวบ, รองเท้าแตะ, ไม้ไผ่, พรมนิทรรศการ, ลังกระดาษ, กากกาแฟ, E waste, แหอวน, Bubble wrap, หนัง, ผ้า, เมล็ดชมพู่น้ำดอกไม้ และ เซลลูโลสเปลือกทุเรียน

“ถ้าเอาความแปลกเป็นหลัก คิดว่าวัสดุจากทีมสวนลัคกี้ฮิลล์ป่าละอูค่อนข้างแปลก คือใช้เมล็ดชมพู่น้ำดอกไม้กับเซลลูโลสเปลือกทุเรียน แต่ในแง่ความแข็งแรงอาจจะต้องพิจารณาอีกที ต่างกับวัสดุบางอย่างเช่น แหอวน พวกนั้นต่างประเทศก็มีคนทำ มันแข็งแรงด้วยตัวของมันเอง

ในแง่ของความเบา รองเท้าแตะเอามาทำได้เบาที่สุด ในแง่ของคนสนใจ ทีมที่เอาขยะจักสานพวกเสื่อมาทำ อันนี้สวยสุด หลายคนบอกว่าอันนี้น่าจะมีคนอยากได้”

ซึ่งคนกลุ่มนี้ที่นำเสนอไอเดียและลงมือทดลองทำล้วนแต่เป็นคนที่สนใจเรื่องการลดปริมาณขยะอยู่เป็นทุนเดิม โดยที่ไม่ว่าจะใช้วัสดุใดก็ต้องไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือเพื่อใช้งานจริงได้ เพียงแต่วัสดุต่างๆ มีตัวแปรแตกต่างกัน เช่น ผ้าไม่มีทางแข็งแรงได้ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องแทรกวัสดุอื่นเข้าไป เป็นต้น

“กุญแจสำคัญของเราคือทำอย่างไรให้ขยะพวกนี้ถูกแปรรูปเป็นสิ่งที่คนต้องการ เพราะถ้าเรารณรงค์เรื่องลดขยะ แล้วเอาไปทำพวงกุญแจ สุดท้ายมันก็จะกลายเป็นขยะอยู่ดี อย่างโปรเจคที่เราทำนี้ จะมีตัวชี้วัดสองตัวคือ 1.มูลค่าที่เพิ่มขึ้น ถ้าเกิดมูลค่าลดลงเราจะไม่ทำ 2.ช่วงชีวิตของมันต้องนาน ถ้านานได้เกิน 3-5 ปีจะเยี่ยมมากเลย เพราะมีบางคนเอาขยะไปทำเป็นแฟชั่น แต่วงจรชีวิตมันต่ำ เราเลยมองว่า “Surfskate” มันเก็บได้ยาวๆ เพื่อเป็นการยืดอายุขยะ ไม่ให้มันกลับไปเป็นขยะอีกรอบหนึ่ง”

หลายต่อหลายครั้งที่ไอเดียเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงอีเวนท์ซึ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ (แป๊บเดียว) แล้วดับไป แต่ความพยายามของโปรเจค “Waste Surfer” ไปไกลกว่านั้น คือ จากขยะในถัง จะไปโลดแดล่นทั้งในลานสเก็ต และบนเชลฟ์ของ Skate Shop

ถึงตอนนี้จะยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา แต่เจนได้พูดคุยกับพาร์ทเนอร์ร้านสเก็ตหลายแห่ง เตรียมที่ทางให้ผลิตภัณฑ์ได้ไปต่อ ทั้งในแง่การเป็นแหล่งรวบรวมวัสดุเหลือใช้ แหล่งผลิต และจำหน่าย

“ถ้ากระแสเซิร์ฟสเก็ตมันลดฮวบลง อย่างน้อยก็ยังมีสนามหรือกลุ่มคนที่เล่นอยู่ ถ้าเราเอาเครื่องผลิตแผ่น Surfskate จากวัสดุเหลือใช้ นอกจากคุณเรียนรู้การเล่น คุณยังเรียนวิธีการสร้างด้วย ถ้าเป็นเรื่ององค์ความรู้ก็จะไปได้เรื่อยๆ เลยไม่ค่อยห่วงว่ามันจะหายไป

เครื่องที่เราพัฒนาขึ้นมาคือแม่พิมพ์ จะไปตั้งอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น ร้านสเก็ต สมมติคุณจะผลิต Deck จากฝาขวดพลาสติก ก็รวบรวมฝาขวดให้ได้ตามจำนวน เช่นใช้ 300 ฝา พอครบก็ไปร้านที่มีเครื่องนี้ ไปแปรรูปออกมา”


เจนเล่าว่าเครื่องผลิตแผ่นสเก็ตจากขยะมีอยู่สองแบบ คือ แบบ Cold Press กับแบบ Heat Press สำหรับแบบ Cold Press คือการบีบอัดด้วยแรงดันสูงให้วัสดุขึ้นรูปเป็นแผ่น โดยมีตัวประสานเช่นกาว เรซิ่น เป็นต้น ส่วนแบบ Heat Press เป็นการใช้ความร้อนบวกกับการบีบอัดด้วยแรงดันสูง วิธีนี้อาจต้องมีสถานที่พิเศษสักหน่อย เนื่องจากความร้อนจะทำให้กาวหรือพลาสติกกลายเป็นสารระเหยที่มีพิษ ดังนั้นหากมีระบบดูดอากาศ หรือระบายอากาศจะเหมาะสมกว่า

แต่ไม่ว่าจะลักษณะพิเศษของเครื่องจะเป็นแบบใด สถานที่ของแต่ละร้านเป็นแบบไหน สิ่งที่ทุกคนในห่วงโซ่ของ “Waste Surfer” ต้องมีเหมือนกันคือหัวใจที่ต้องการอนุรักษ์ ลดปริมาณขยะ โดยใช้ไอเดียสร้างสรรค์ให้กีฬากระแสอย่าง “Surfskate” เป็นส่วนหนึ่งในความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม

11


วันนี้ยังคงเกาะติดกระแสความสนใจของประชาชน กรณีการแจกเงินเยียวยา แรงงานผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม หรือพื้นที่ควบคุมสูงสุด และเข้มงวด ที่ประกาศ ล็อกดาวน์ โดยประกันสังคม เปิดลงทะเบียนผ่าน www.sso.go.th 

เช็คอัพเดทล่าสุด มีการสอบถามกันมากว่า ผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 (ม.33) , มาตรา 39 (ม.39) และมาตรา 40 (ม.40) จะได้รับ "เงินเยียวยาโควิด" เมื่อไหร่ ตรวจสอบสิทธิรับเงินเยียวยา ผ่านออนไลน์ คลิก 

คำตอบจาก นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความชัดเจนมากขึ้นตามลำดับ ดังนี้


จ่ายเงินเยียวยา มาตรา 33 

วันที่ 4 - 6 สิงหาคมนี้ จะดำเนินการโอนเงินผ่านพร้อมเพย์ ให้กับลูกจ้าง มาตรา 33 ในพื้นที่จังหวัดสีแดงเข้ม 10 จังหวัดแรก ใน 9 กิจการ สำหรับลูกจ้าง มาตรา 33 ในพื้นที่จังหวัดสีแดงเข้มอีก 3 จังหวัดที่ประกาศเพิ่มเติม จะดำเนินการโอนเงินในวันที่ 9 สิงหาคม 2564 ต่อไป 

ก่อนหน้านี้ รมว.แรงงาน เปิดเผยให้กลุ่มผู้ประกันตน ม.40 ว่า จะเริ่มต้นจาก สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประชุมร่วมกับคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ กับกระทรวงการคลัง จากนั้นจะมีการเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. ในวันอังคารที่ 10 ส.ค. 64 เมื่อผ่านการอนุมัติจากที่ประชุม ครม. ก็จะทำเรื่องส่งกรมบัญชีกลาง สำนักงบประมาณ และโอนมาให้กระทรวงแรงงาน ก่อนจะทำการจ่ายเงินผ่าน “พร้อมเพย์” ที่ผูกกับบัตรประชาชน คาดว่าจะจ่ายได้ประมาณวันที่ 20 ส.ค. เป็นต้นไป

และล่าสุดได้รับคำตอบจาก "สำนักงานประกันสังคม" ว่า ตามประกาศล่าสุดวันที่ 24 ส.ค. 64


ทั้งนี้ ผู้ประกันตนทุกราย ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกันตน มาตรา 33, มาตรา 39 หรือ มาตรา 40 ต่างก็สามารถ ตรวจสอบสถานะ การเป็นผู้ประกันตนด้วยตัวเองได้ง่ายๆ ผ่านระบบ อีเซอร์วิส ของประกันสังคม ผ่านเว็บไซต์ของประกันสังคม  คลิกที่นี่

หากมีข้อสงสัยสอบถามสายด่วนประกันสังคม 1506 ให้บริการไม่เว้นวันหยุดราชการตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ คุณสมบัติของ "แรงงานอิสระ" หรือผู้ประกอบ "อาชีพอิสระ" ที่จะสมัครประกันสังคม มาตรา 40 ได้มีดังนี้ 

- มีสัญชาติไทย
- อายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์
- แรงงานอิสระหรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ
- ไม่เป็นลูกจ้างในบริษัท ห้างร้าน โรงงาน (ม.33)
- ไม่เป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจ  (ม.39)
- ไม่เป็นข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ
- ผู้ถือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยขึ้นต้นด้วยเลข 0,6,7 (ยกเว้นขึ้นต้นด้วย000)
- ผู้พิการที่รับรู้สิทธิก็สมัครได้

โดยผู้ประกันตน สามารถเลือกจ่ายเงินสมทบได้ 3 ทางเลือก ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ ที่แตกต่างกัน ดังนี้ 

ทางเลือกที่ 1 จ่าย 70 บาท : เจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต
ทางเลือกที่ 2 จ่าย 100 บาท : เจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ
ทางเลือกที่ 3 จ่าย 300 บาท : เจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ สงเคราะห์บุตร
ทั้งนี้ แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังระบาดหนัก และเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน จึงได้สั่งการให้ลดการจ่ายเงินสมทบ จากเดิมการจ่ายเงินสมทบ สำหรับ ประกันสังคมมาตรา 40 มีด้วยกัน 3 ทางเลือก คือ  70 บาท, 100 บาท และ 300 บาท แต่ในช่วงสถานการณ์โควิด ได้มีการปรับลดอัตราเงินสมทบ 40% เป็นเวลา 6 เดือน (1 ส.ค.64 - 31 ม.ค.65) เหลือเป็นเงินที่ต้องจ่ายสมทบ คือ 42 บาท, 60 บาท และ 180 บาท ตามลำดับ 

 สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน แนะนำการผูกพร้อมเพย์เลขบัตรประชาชน เพื่อรับเงินช่วยเหลือเยียวยา สำหรับผู้ประกันตนและนายจ้างบุคคลธรรมดา ใช้พร้อมเพย์บัตรประชาชนได้ทุกธนาคาร


ที่มา - สำนักงานประกันสังคม 

12


กสศ. เดินหน้า Reskill – Upskill ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส ผ่านทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน สร้างกระบวนการให้เกิดการยกระดับความรู้ ความสามารถ ในการประกอบอาชีพตามความถนัดและศักยภาพของตนเอง

ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ปี 2563 และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ภาคประชาสังคม) ในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

กล่าวตอนหนึ่งในเวทีเสวนาออนไลน์ เรียนให้รู้...อยู่ให้รอด ภายใต้วิกฤตโควิด 19 บทเรียนการทำงานทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ปี 2563 ในหัวข้อ “ทุนพัฒนาอาชีพที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน  ทางรอด ทางเลือกในยุค New Normal” เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมาว่า โครงการพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ปี 2563 หรือ ทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ภายใต้การสนับสนุนของ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เริ่มดำเนินโครงการฯ มาตั้งแต่ปี 2562  กสศ. เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือประชากรวัยแรงงานที่เป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยใช้ชุมชนเป็นฐานสร้างกระบวนการให้เกิดการยกระดับความรู้ ความสามารถ ในการประกอบอาชีพตามความถนัดและศักยภาพของตนเองให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ เพิ่มทักษะใหม่ที่จำเป็น (Reskill) เสริมทักษะใหม่ในบริบทใหม่ (Upskill) พัฒนาทักษะอาชีพรายบุคคล โดยใช้ทุนชุมชนในการพัฒนาอาชีพ

“เรากำลังเปิดพื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน สร้างนิเวศแห่งการเรียนรู้ใหม่ การเรียนรู้รูปแบบนี้เป็นการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ของประเทศ ที่น่าจะเป็นคำตอบให้กับสังคมไทยได้ และที่สำคัญกำลังรอให้คนนำไปขยายผลต่อ”ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ กล่าว

ดร.สมคิด แก้วทิพย์ ผู้จัดการโครงการพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ปี 2563 กล่าวว่า องค์ประกอบที่สำคัญของโครงการฯ นี้ คือ “ระบบการจัดการร่วม” ที่ กสศ.มี “อนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการฯ” และจัดให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลการดำเนินโครงการฯ ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ มีการทำงานร่วมกับ “พี่เลี้ยง” ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศทำหน้าที่ กระตุ้น หนุนเสริมองค์ความรู้ต่าง ๆ ให้แก่ “หน่วยพัฒนาอาชีพ” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเข้าไปทำงานและร่วมเรียนรู้กับ “ผู้เข้าร่วมโครงการฯ” ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการฯ องค์ประกอบเหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดการบริหารจัดการร่วมเชิงบูรณาการบนฐานพื้นที่ ทำงานเชื่อมประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีจุดร่วมคือการนำปัญหาของพื้นที่เป็นตัวตั้ง

ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ ชี้ว่า เรากำลังสร้าง “ต้นแบบ” การพัฒนาทักษะอาชีพบนฐานทุนชุมชนในมิติใหม่ ที่ตอบโจทย์เรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และการเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ด้วยการเข้าไปดูว่าเขาต้องการแก้ปัญหาอะไร ชุมชนมีต้นทุนอะไร และสุดท้ายเรานำข้อมูลมาวิเคราะห์ออกแบบเป็นหลักสูตรเฉพาะร่วมกับชุมชนที่เหมาะสม เพื่อคลี่คลายปัญหาของชุมชน

ตลอดการทำงาน 2 ปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดกลุ่มแรงงานนอกระบบ แรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นแรงงานที่มีฝีมือ จำนวน 14,414 คน จาก 194  โครงการ ใน 51 จังหวัด ครอบคลุม 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ  เกิดหลักสูตรการยกระดับการประกอบอาชีพที่ตอบโจทย์ท้องถิ่นและตลาดแรงงาน นำไปสู่การเป็นผู้ประกอบการและแรงงานที่มีฝีมือในชุมชน เกิดเครือข่ายคนทำงานรุ่นใหม่ที่เข้ามามีบทบาทในการร่วมพัฒนา อีกทั้งยังเกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิชาการ สถาบันการศึกษาในการพัฒนากลไกเสริม เครื่องมือ และชุดความรู้ร่วมกับหน่วยพัฒนาอาชีพ และเกิดเป็นนวัตกรรมการพัฒนาอาชีพในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การพัฒนาส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการ การรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน และเกิดผลิตภัณฑ์ งานบริการที่ถูกยกระดับให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นผ่านการใช้เทคโนโลยีออนไลน์

“การใช้ชุมชนเป็นฐานเป็นต้นแบบหนึ่งของ กสศ. ถือเป็นมิติใหม่ของการทำงานเชิงพื้นที่ที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน โดย กสศ.เข้าไปหนุนเสริมทักษะความรู้และงบประมาณบางส่วน ทำให้เกิดการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นความสุขมากขึ้น ผมคิดว่ารูปแบบการทำงานแบบบนี้น่าจะเป็นทางเลือกทางรอดของประเทศได้”


ขณะที่ ดร.สมคิด กล่าวเสริมว่า ผลจากการทำโครงการ 2 ปีที่ผ่านมา วันนี้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น คือ เห็นระบบของการดึงโครงสร้างความรู้ มาร่วมปฏิบัติการในพื้นที่ เป็นระบบการศึกษาใหม่ในการพัฒนาอาชีพโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน สร้างทักษะและองค์ความรู้ที่จะนำมาประกอบอาชีพให้เกิดรายได้แล้ว ความรู้ที่เกิดขึ้นยังเป็นเกราะกำบังให้คนในชุมชนเอาตัวรอดได้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และที่สำคัญคือ เกิดความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ระหว่างคนในชุมชน คือ “หาได้” และ “ให้ได้” สร้างสังคมแห่งการดูแลกันและสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้

ดร. สมคิด กล่าวสรุปว่า การสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เป็นการยกระดับทักษะความรู้ให้กลุ่มแรงงานสามารถประกอบอาชีพ มีรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัว ถือเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและคุณภาพการศึกษา สังคม วัฒนธรรม ให้ค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างเข้าใจ อันจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในชุมชน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการลดความเลื่อมล้ำในสังคมโดยใช้ชุมชนเป็นฐานได้อย่างแท้จริง

13


GTH “Golden triangle health” ผนึก NRF และ ม.ขอนแก่น เซ็น MOU นำเมล็ดกัญชงลงแปลงปลูกที่แรกในประเทศไทย เพื่อพัฒนาการปลูกและการสกัดกัญชง สถาบันวิจัยแคนนาบิสครบศาสตร์ ด้าน “จุลภาส เครือโสภณ” นำร่องพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมายแห่งราชอาณาจักรไทยตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ

นายจุลภาส (ทอม) เครือโสภณ ผู้ก่อตั้งบริษัท (Founder) บริษัท GTH “Golden triangle health” จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทฯ ร่วมกับ บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF ที่ให้บริษัทย่อย บริษัท ซูเปอร์ แพลนส์ จำกัด เข้าถือหุ้น GTH ในสัดส่วน 49% และ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำพิธีปลูกกัญชงและพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการว พัฒนาการปลูกและสกัดกัญชงสถาบันวิจัยแคนนาบิสครบศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1.พัฒนาและวิจัยการปลูก การสกัดสารสำคัญจากพืชกัญชงรวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชกัญชงเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ

2.เพื่อร่วมมือในการทดลอง วิจัย ปลูกและสกัดสารสำคัญจากพืชกัญชงสายพันธุ์คุณภาพที่บริษัทฯ นำเข้าเมล็ดพันธุ์ โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น จะส่งเสริมการปลูกพืชกัญชงในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่เบื้องต้น 400 ไร่ โดยบริษัทฯ จะเป็นผู้รับผลผลิตทั้งหมดที่ได้จากมหาวิทยาลัย 3.เพื่อร่วมมือในการพัฒนาสายพันธุ์กัญชงโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อให้ได้มาซึ่งกัญชงสายพันธุ์ไทยที่มีค่าสาร CBD สูงและค่าสาร THC ต่ำตามที่กฎหมายแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนด โดยบริษัทฯ จะเป็นผู้รับผลผลิตจากสายพันธุ์กัญชงไทยที่มีการพัฒนาคุณภาพ

4.เพื่อร่วมมือในการประชาสัมพันธ์การนำผลิตภัณฑ์คุณภาพที่มีส่วนผสมของกัญชงหรือสารสกัดกัญชงที่มาจากการพัฒน่ร่วมกันให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ 5.เพื่อร่วมมือในการ พัฒนาและสกัดโปรตีนจากพืชกัญชงรวมไปถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ให้โปรตีนสูงจากโปรตีนของพืชกัญชง และ6.เพื่อร่วมมือในการพัฒนาและจัดตั้งหลักสูตรการศึกษาในเรื่องโปรตีนจากพืชสนับสนุนและจัดสรรบุคลากรที่เป็นประโยชน์ต่อหลักสูตรดังกล่าว

ด้านนางสาวณัฏฐิฏา ภูมิภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท GTH “Golden triangle health” จำกัด เปิดเผยว่าการปลูกและสกัดสารจากผลผลิตพืชกัญชงในส่วนของเมล็ดพันธุ์ที่บริษัทฯ นำเข้ามา เช่น เทอร์พีน (Terpene) น้ำมันในพืชกัญชงและสารสกัด CBD เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายไปพัฒนาและผสมในผลิตภัณฑ์ที่ผลิตคิดค้นและวิจัย พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น นอกจากนี้ยังสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายตามความเชี่ยวชาญของบริษัทฯ ตลอดจนพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคต่อไปภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมายแห่งราชอาณาจักรไทย

“ภาพรวมการเติบโตของธุรกิจกัญชงในระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มเติบโตไปในทิศทางที่ดี โดยคาดว่าหลังจากเริ่มปลูกและสามารถเก็บเกี่ยว เพื่อนำมาสกัดสารสำคัญต่างๆจะทำให้ตลาดสามารถขยายไปได้มากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนผู้ที่สนใจเกี่ยวกับธุรกิจกัญชงหรือสารสกัดจากกัญชง สามารถสอบถามได้ที่ บริษัท GTH ผ่านทางไลน์ @hemp_house” นางสาวณัฏฐิฏา กล่าว

อนึ่งมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยที่ศึกษาค้นคว้างานวิจัยทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีทั้งงานวิจัยพื้นฐาน งานวิจัยประยุกต์ มีนักวิจัยและเครื่องมือการวิจัยที่มีศักยภาพที่จะดำเนินการวิจัยต่างๆ ทุกด้านและทุกสาขาวิชา ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงได้จัดตั้งสถาบันวิจัยแคนนาบิสครบศาสตร์ ดำเนินการวิจัยและพัฒนา เกี่ยวกับพืชกัญชงและกัญชา เพื่อปลูกประเมินลักษณะประจำพันธุ์และปริมาณสารสำคัญในกัญชง THC และ CBD ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ตลอดจนพัฒนาระบบการผลิตกัญชงให้เหมาะสมกับพื้นที่ภาคอีสาน นอกจากจะเป็นประโยชน์ทางการแพทย์แล้ว ยังทำหน้าที่ส่งเสริมถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับกัญชง เป็นศูนย์กลางข้อมูล เพื่อเผยแพร่ความรู้ ข่าวสารให้กับวิสาหกิจชุมชน ชุมชน หน่วยงาน ภาครัฐบาล เอกชน ให้เกิดการต่อยอดสู่การอุตสาหกรรม

14


แรปเปอร์หนุ่มมาดกวน “Yung Raja” ปล่อยเพลงใหม่ “Spice Boy” เผ็ดร้อนตามสไตล์ Asian Hip-Hop พร้อม MV แหวกแนวสุดกวน แฟนเพลงฮิปฮอปตัวจริงห้ามพลาด!!

“Yung Raja” แรปเปอร์มากความสามารถ ที่หลงใหลไปกับเสน่ห์ของความดั้งเดิม และในขณะเดียวกันก็ยังมองไปถึงสิ่งแปลกใหม่ในอนาคต ซึ่งเขานั้นมีสไตล์การร้องเพลงที่โดดเด่น ในการผสมผสานภาษาทมิฬ และภาษาอังกฤษเข้าด้วยกันในวิธีการที่แปลกใหม่ เขาคือแรปเปอร์ที่ได้ขึ้นแสดงซิงเกิลล่าสุด “Mami” ในรายการ “The Tonight Show Starring Jimmy Fallon” ที่สร้างความฮือฮาทั่วโซเชียล นอกจากนี้ เขายังคงมุ่งมั่นไปสู่ความฝันที่จะเป็นศิลปินระดับโลก โดยที่ไม่ได้ทิ้งรากเหง้าของตัวเอง โดยล่าสุด “Yung Raja” ได้ปล่อยซิงเกิลใหม่ “Spice Boy” ที่ไม่เพียงแค่โชว์ศิลปะแห่งการผสมผสาน แต่ยังโชว์ให้เห็นว่ารากเหง้าของเขาคือสิ่งที่ขับเคลื่อนเขาไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

ซึ่ง เพลง “Spice Boy” นั้น ถูกโปรดิวซ์โดย “Flightsch” และ “RIIDEM” ซึ่งเขาประกาศว่า มันถึงเวลาแล้วที่จะโอบรับตัวตนของพวกเขา และเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมหลากหลายมิติเข้ามาใส่ไว้ในฮิปฮอปเอเชีย ด้าน “Yung Raja” บอกว่า “ตั้งแต่เด็ก ผมภูมิใจในวัฒนธรรม รากเหง้า ภาษาแม่ และทุกอย่างที่ทำให้ผมเป็นผม มาโดยตลอด การเรียนรู้ที่จะโอบรับสิ่งเหล่านั้นตั้งแต่เด็ก เป็นปัจจัยหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังศิลปะสองภาษาของผม หนุ่มสองภาษา เกิดที่สิงคโปร์ ได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ชาวอินเดียใต้ - นี่คือตัวตนของผม”

สำหรับ MV เพลง “Spice Boy” ถ้าไม่ใช่แนวคิดที่แหวกแนวเกินจินตนาการ ก็คงไม่ใช่การผจญภัยของ “Yung Raja” ซึ่ง “ความสุดเหวี่ยง” นี้ มีแค่ “Vadbibes” เท่านั้นที่จะรังสรรค์ขึ้นมาได้ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “Jasper Tan” ผู้กำกับและผู้ร่วมทำเพลง (collaborator) สุดเก๋า และใน MV เพลง “Spice Boy” เราจะได้เห็นการเล่นใหญ่ตลอดเวลาสามนาที บวกกับท่าทางสุดกวน วิกผมหยิก ชุดซูโม่พองลม และการถ่าย Close Up ที่ชวนเวียนหัว แต่เต็มไปด้วยความสนุก ตามสไตล์ของ “Yung Raja” ทั้งหมดนี้ถูกกำกับด้วยความรู้สึกสนุกสุดเหวี่ยงของ “Jasper Tan” เรื่องราวสุดฮาในโลเคชั่นที่แสนน่ากลัว มองตรงออกมาจากฮอลลีวูด มี “Yung Raja” เป็นตัวเอกดึงจุดสนใจ ด้วยการปลุกจิตวิญญาณนักแสดงในตำนานอย่าง “Rajnikanth” อีกด้วย

สามารถรับชม MV เพลง “Spice Boy” สุดกวนได้ที่ : https:// youtu.be/hSFO951TOiQ และ สามารถฟังเพลง “Spice Boy” ได้ที่ : https:// yungrajath.lnk.to/SpiceBoyPR

15


วันนี้ (3 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่วัดอ่วมอ่องประชานฤมิตร ต.หนองเพรางาย อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี พบพระครูนนทกิจโกศล เจ้าคณะอำเภอไทรน้อยและเจ้าอาวาสวัดอ่วมอ่องประชานฤมิตร หลังทราบข่าวว่าทางวัดได้ทำน้ำกระชายขาวแจกชาวบ้านฟรี โดยมีส่วนผสมของกระชายขาว น้ำผึ้ง และน้ำมะนาว และมีชาวบ้านที่เป็นโควิด-19 รับประทานน้ำกระชายขาวของทางวัดทำให้ค่าออกซิเจนเพิ่มขึ้นไม่ต้องไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ปัจจุบันไม่ต้องไปหาหมอแล้ว พระครูนนทกิจโกศล เจ้าคณะอำเภอไทรน้อย เจ้าอาวาสวัดอ่วมอ่องประชานฤมิตร ต.หนองเพรางาย อ.ไทรน้อย กล่าวว่า การทำน้ำกระชายของทางวัดเริ่มตั้งแต่มีการระบาด covid ครั้งที่ 2 ได้รับสูตรการทำน้ำกระชาย ซึ่งเป็นสูตรของศาสตร์ชาวบ้าน และมีคุณประโยชน์ต่อผู้ที่ได้รับเชื้อที่จะได้ป้องกันได้เร็วขึ้น ถ้าเรามัวแต่รอมันอาจจะสายเกินไปที่จะช่วยเหลือผู้ป่วย และต่อลมหายใจเขาได้ ทางวัดจึงได้คิดสูตรนี้ขึ้นมา 

ส่วนผสมก็จะมีกระชายขาว น้ำมะนาว และน้ำผึ้ง 3 อย่างนี้เอามาผสมกัน โดยวิธีทำจะเริ่มตั้งแต่การหาวัตถุดิบคือกระชายซึ่งเรามีอยู่ในครัวเรือนอยู่แล้วนำมาปั่นให้เป็นน้ำ เอาน้ำมะนาวใส่ผสมลงไปกะพอประมาณให้เรารับประทานได้ไม่ให้เฝื่อนเพราะกระชายมีรสเผ็ด โดยมหาวิทยาลัยมหิดลได้วิจัยออกมาแล้วว่ากระชายขาวมี 2 ชนิดที่ยับยั้งไม่ให้เชื้อโควิด-19 แพร่กระจายได้ โดยวิจัยในหลอดทดลอง มีผลดีมาก เราจึงนำกระชายขาวชนิดนี้มาทำน้ำปั่นกระชายในครั้งนี้ ส่วนมะนาวมีความเป็นด่าง และมีวิตามินซีเยอะ ซึ่งน้ำที่เป็นด่างจะสามารถไปฆ่าเชื้อโรคได้ ยิ่งเป็นเชื้อ covid จะเป็นส่วนผสมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนน้ำผึ้ง ปัจจุบันมีขายตามท้องตลาด นำมาเป็นส่วนผสมได้ ในพุทธประวัติพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้เป็นยาชนิดหนึ่งมีคุณสมบัติดีมาก จึงนำทั้ง 3 อย่างมาผสมกัน เมื่อผสมแล้วจะแต่งรสให้ดูน่ารับประทานมากขึ้น น้ำผึ้งมีความหวาน ส่วนน้ำมะนาวมีความเปรี้ยว ส่วนกระชายจะมีรสเฝื่อน เมื่อนำทั้ง 3 อย่างมารวมกันจะมีความกลมกล่อมมากขึ้น และเหมาะสำหรับผู้ติดเชื้อ covid สามารถช่วยชีวิตคนได้ เป็นศาสตร์ของชาวบ้านซึ่งมีมาตั้งแต่โบราณเราจึงเอาตรงนี้มาใช้ ถ้าเรามัวรอโรงพยาบาลอาจจะสายเกินไป ถ้าเราช่วยได้จะได้ช่วยกันแบ่งเบาภาระของหมอและพยาบาล เราควรจะช่วยกัน เพราะว่าสังคมเราต้องอยู่ด้วยความสามัคคีช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะได้ผ่านวิกฤตตรงนี้ไปได้       

ส่วนปริมาณในการผลิตวันหนึ่งจะทำได้ประมาณ 350 ขวด ซึ่งเมื่อวานได้ใช้กระชายขาวทำไปประมาณ 30 กิโลกรัม น้ำผึ้ง 2 ขวด น้ำมะนาว 2 ขวด ซึ่งอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ เตรียมไว้ในตู้เย็น วันนี้จะนำไปแจกผู้ป่วยตามบ้านให้ได้รับประทานฟรี ทางวัดจะมีเจ้าหน้าที่คอยแจกให้ญาติที่ยังไม่ได้ป่วยโควิด-19 ให้ผู้ป่วยไปรับประทานเพื่อจะลดเชื้อได้ทันท่วงที ไม่ต้องเสียตังค์ ทางวัดพร้อมที่จะแจกให้ญาติโยมทุกคน ซึ่งทางวัดจะใช้วิกฤตตรงนี้เป็นโอกาสที่จะตอบแทนญาติโยมที่เคยช่วยเหลือวัด ถ้าแช่เย็นจะเก็บได้ประมาณ 1 อาทิตย์ ถ้าไม่แช่เย็นอาจจะอยู่ได้ไม่นานเนื่องจากทางวัดไม่ได้ใส่สารเจือปน ซึ่งก่อนหน้านี้มีแม่ครัวที่วัดซึ่งลูกสาวติดโควิด-19 ลูกอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ ทางแม่ครัวได้นำเครื่องวัดออกซิเจนกับน้ำกระชายของทางวัดไปให้ลูกดื่มเป็นการช่วยเหลือในเบื้องต้น วันแรกที่แม่ครัววัดค่าออกซิเจนอยู่ที่ 95 หลังจากดื่มน้ำกระชายปั่นไปแล้วค่าออกซิเจนเพิ่มขึ้นจาก 95 เป็น 99 ภายในไม่กี่วันหลังจากดื่มน้ำกระชาย ปัจจุบันไม่ต้องหาหมอแล้ว อยู่ที่บ้านเนื่องจากดื่มน้ำกระชายขาวของทางวัด ซึ่งน้ำสูตรนี้มีคุณประโยชน์มากอยากให้ลองดื่มดู 
   
นางสุดใจ พานทอง 51 ปี แม่ครัวที่วัดอ่วมอ่องประชานฤมิตร อายุ 30 ปี กล่าวว่า ลูกสาวติดโควิดมาจากน้องชายแฟนเขาไปอยู่ รพ.สนามได้ 2 วันหมอก็โทร.มาบอกว่าเขาติดเชื้อ แล้วได้น้ำกระชายของหลวงพ่อไปดื่ม 2 โหล ได้ถังออกซิเจน ที่วัดไข้ ที่วัดปลายนิ้ว วันแรกที่วัดค่าออกซิเจนได้ 95 ตอนนั้นยังไม่ได้ดื่มน้ำกระชาย พอดื่มไปได้สัก 2 วันค่าออกซิเจนก็ขึ้นมาเป็น 96, 97, 98 ไม่มีไข้ ดื่มมาตลอดจนวันนี้หมดเชื้อพอดี เป็นตั้งแต่วันที่ 21 ผ่านไป 3 วัน ยังไม่ได้ไปโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลก็ส่งยาฆ่าเชื้อมาให้ ก็ยังดื่มน้ำกระชายอยู่ ถ้าไม่ได้น้ำกระชายจากหลวงพ่อก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะลูกสาวเป็นหอบด้วย มั่นใจว่าเป็นเพราะน้ำกระชาย เพราะไม่ได้กินอะไร ค่าออกซิเจนก็ดีขึ้นโดยไม่ต้องไปโรงพยาบาล หมอที่อนามัยก็ว่าดี ตอนแรกนึกว่าต้องไปโรงพยาบาลแล้ว เห็นมีคนทยอยมาขอรับน้ำกระชายขาวจากทางวัดทุกวัน

น.ส.จุฑามาส ผลสะอาด อายุ 37 ปี เจ้าของร้านกาแฟ กล่าวว่า ญาติ 5 คนแรกเป็นโควิด-19 และไม่ได้ดื่มน้ำกระชาย ไปพักรักษาตัวอยู่ที่ รพ.วัดหลวงพ่อเปิ่น อีก 5 คนหลังที่กักตัวอยู่ที่บ้าน ตนได้นำน้ำกระชายจากหลวงพ่อที่วัดอ่วมอ่องที่แจกให้ประชาชนฟรีให้เขาดื่มแล้วไปตรวจ หมอตรวจ Swab ให้ครั้งแรกตรวจไม่พบเชื้อโควิด-19 ตนรู้สึกดีใจมาก ต้องขอบคุณที่หลวงพ่อเมตตาต่อประชาชนในย่านนี้ วันนี้ตนมากับแม่มาเอาน้ำกระชาย 10 ขวดไปดื่มเองและแจกจ่ายญาติพี่น้อง

https:// m.mgronline.com/onlinesection/detail/9640000075737

Pages: [1] 2 3 ... 7